Call : 088-12345-01 ถึง 05

CAll : 082-8899-890 ถึง 893 

ที่สุด ยอดกุนซือ คัมแบ็กกลับมาคุมสโมสรเดิม แล้วทำทีมได้แชมป์

ยอดกุนซือ

 128 total views

ยอดกุนซือ หรือที่เรียกเป็นทางการได้หลายอย่างว่า ผู้จัดการทีม, เฮดโค้ช, เทรนเนอร์ อะไรก็ตามแต่ นั้นมันไม่ได้ถือว่าเป็นแวดวงที่กว้างนักหรอกนะครับ แม้ว่าเราอาจจะเห็นทีมหรือบรรดาสโมสร มีมากมายทั่วโลก แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นโค้ชในระดับท็อป มันก็ไม่ได้มีตัวเลือกมากนักหรอก

ใช่ครับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คงไม่ทิ้งเวลาอันมีค่าของตัวเอง ไปเลือกเป็นกุนซือให้กับ สตีฟเนจ หรือ เบอร์ตัน อัลเบี้ยน โชเซ่ มูรินโญ่ ขนาด เบนฟิก้า หรือ วูล์ฟ ติดต่อเข้ามา ตามที่เป็นข่าว สุดท้ายเขายังเลือกไป ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

ฉะนั้นการคัมแบ็ก หรือการกลับถิ่นเก่าของบรรดากุนซือชื่อดังในวงการฟุตบอล นั้นเราจะเห็นกันได้บ่อยๆ บางคนกลับทีมเดิมสองรอบ บางคน 3-4 รอบก็มี ก็สุดแล้วแต่จะตกลงกันได้

ซึ่งล่าสุด เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ได้เอ่ยปากออกมาว่า วันหนึ่ง เขาอยากจะกลับไปรับงานเป็นกุนซือที่ ท็อตแน่ม อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆ แน่นอนว่าแฟนๆ อยากเห็นเหมือนกัน เพราะในช่วงเวลาหลายต่อหลายปีที่ สเปอร์ส มาถึงจุดนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการทำงานของกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ คนนี้

แต่มันก็จะมีคำถามเช่นกัน ยิ่งถ้าตั้งมาตรฐานในการเข้ามาทำงานครั้งแรกเอาไว้สูง แฟนๆ ก็จะคาดหวังเอาไว้สูงเช่นกัน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา กุนซือที่คัมแบ็กกลับมารับงานรอบที่ 2-3-4 มันก็มีดีมีร้ายปะปนกันไป ของอย่างงี้มันตอบไม่ได้ ถ้ามันยังไม่เกิดขึ้น

 

5 ยอดกุนซือ ที่กลับมาพาทีมเก่าได้แชมป์

วันนี้ ผมได้นำเรื่องราวในอดีต ที่ เดลี่ เมล สื่อดังแดนผู้ดี ได้รวบรวมกันมาว่าบรรดากุนซือที่น่าสนใจ ได้คัมแบ็กกลับมา นั้นมีใครกันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่ามันมีทั้งผลลัพธ์ที่ดี และแย่

เราจะไปพูดกันถึงการคัมแบ็กที่ยอดเยี่ยมของบรรดากุนซือกันก่อน

 

แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ – พอร์ทสมัธ (2006)

การกลับมาสู่ถิ่นเก่า แฟร็ตตัน พาร์ค หลังจากที่โยกไปคุมทีมคู่แค้นอย่าง เซาธ์แฮมป์ตัน ได้เพียง 1 ซีซั่น เป็นอะไรที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก เรียกว่าใจถึงจริงๆ

ช่วงเวลาที่อยู่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน ไม่ได้ออกมาดูดีนัก เขาไม่สามารถยื้ออทีมให้รอดตกชั้นได้ และต้องร่วงไปอยู่ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อฤดูกาล 2005-06 สุดท้ายก็ไปกันไม่รอด เนื่องจากมีปัญหากับประธานสโมสร

สุดท้ายเขาเลือกกลับมาอยู่กับ พอร์ทสมัธ ที่เพิ่งไล่ อแลง แปร์แร็ง ออกไป ซึ่งในซีซั่นที่เขากลับมา ก็สามารถเอาตัวรอด จากการตกชั้นได้้สำเร็จ จบอันดับ 17 มีแต้มห่าง เบอร์มิงแฮม อันดับ 18 อยู่เพียง 4 คะแนนด้วยกัน

แต่ในซีซั่นต่อมา ความสุดยอดก็บังเกิด เขาสามารถพา “ปอมปีย์” จบอันดับ 9 หรือครึ่งบนของตารางได้อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งเป็นทีมชุดที่น่าสนใจมากๆ เขาได้นำเอา เกล็น จอห์นสัน, โซล แคมป์เบลล์, เดวิด เจมส์, เอ็นวานโก้ คานู, แอนดี้ โคล, นิโก้ ครานช่า, ฌีมี่ ตราโอเร่ และ โลร็อง บิซาน เอตาเม่ เข้าสู่ทีม

เป็นการทำอันดับสูงสุดของทีมหนแรก นับตั้งแต่ยุคปี 1950 เลยทีเดียว และเท่านั้นยังไม่พอ ฤดูกาลถัดมา พวกเขาคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการปราบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ผ่าน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ในรอบรอง และเชือด คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในนัดชิงชนะเลิศ เป็นแชมป์สมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ทีมอีกด้วย

 

จุ๊ปป์ ไฮย์เกส – บาเยิร์น มิวนิค (2011)

ปู่จุ๊ปป์ เป็นอีกหนึ่งกุนซือที่เข้าออก บาเยิร์น เกิน 2 ครั้ง โดยเริ่มแรกในปี 1987 ครั้งที่สองมารักษาการในปี 2009 หลังจากนั้นอีก 2 ปี ก็มาคุมเต็มตัว ก่อนจะลาไปในปี 2013 และกลับมาอีกครั้งเมื่อปี 2017 อีกหนึ่งซีซั่น

ซึ่งเราจะมาพูดกันถึงช่วงที่ 3 ในปี 2011-2013 ที่เขาได้กลับมาอยู่ในถิ่น อัลลิอันซ์ อารีน่า อีกครั้ง หลังจากห่างหายกับทีมไปราวๆ 2 ปี ช่วงที่เข้ามาขัดตาทั

หลังจากที่ หลุยส์ ฟาน กัล นั้นได้ออกไป ทีมก็ไปเรียกปู่แกกลับมา ด้วยวัย 66 ปี ณ ตอนนั้น เขากลายเป็นโค้ชที่อายุมากสุดในการแข่งขัน บุนเดสลีกา

แม้ว่าอายุจะมาก แต่ฝีมือในการคุมทีมของเขานั้นก็ยังยอดเยี่ยม แม้ว่าในปีแรก ซีซั่น 2011-12 เขาและลูกทีม จะต้องเจ็บใจด้วยการเป็น 3 รองแชมป์ แพ้ให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไปทั้งในเกมลีก และ เดเอฟเบ โพคาล ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มาแพ้จุดโทษให้กับ เชลซี อย่างน่าเจ็บใจ

แต่ในซีซั่นต่อมา ก็เป็นการคัมแบ็กที่สุดยอดของเขา รวมถึงทัพ “เสือใต้” ด้วย ในฤดูกาล 2012-13 บาเยิร์น จบซีซั่นด้วยการเป็น ทริปเปิ้ลแชมป์

เขาพาลูกทีมเล่น 34 นัดในลีก เสมอเพียง 4 เกมและแพ้นัดเดียว ทำแต้มขาดกับ ดอร์ทมุนด์ ถึง 25 คะแนน ผ่าน “เสือเหลือง” ในรอบ 8 ทีม เดเอฟเบ โพคาล ก่อนจะเชือด สตุ๊ตการ์ท 3-2 ในนัดชิงชนะเลิศ

และใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มาได้ อาร์เยน ร็อบเบน ซัดประตูชัยในนาทีสุดท้าย ให้ทีมเอาชนะ ดอร์ทมุนด์ ของ คล็อปป์ ไป 2-1 เรียกได้ว่าแก้แค้นได้ทบต้นทบดอกเป็นอย่างมาก

 

ซีเนอดีน ซีดาน – เรอัล มาดริด (2019)

หากใครอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะตกใจว่าทำไมถึงมี ซีดาน โผล่เข้ามาด้วย เพราะนับตั้งแต่เขากลับมา จนถึงปัจจุบัน ทีมยังไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับอยู่อย่างนะครับ การจะกลับมาแล้วทำได้มาตรฐานเดิมที่เคยทำไว้ของ ซีดาน นั้นเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะเขาคือกุนซือที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยติดต่อกัน

จริงอยู่ว่า มาดริด นั้นก็ไม่ได้ดีเหมือนตอนที่เขาคุมทีมหนแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่ง ทีมมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขณะที่ผู้เล่นอย่าง เซร์คิโอ รามอส, มาร์เซโล่, ลูก้า โมดริช หรือ โทนี่ โครส ต่างก็อยู่ในช่วงพีคสุดๆ ของตัวเองทั้งนั้น

ซึ่ง “ราชันชุดขาว” ในตอนนี้ ไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อครั้งก่อน โรนัลโด้ ก็ไม่มี นักเตะบางคนก็เริ่มโรยรา ตัวที่ซื้อเข้ามาใหม่ ก็ยังปรับตัวไม่ค่อยได้

แต่ ซีดาน รู้ดี ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และปรับตัวให้เข้ากับสภาพทีม หลังจากที่เป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ อุดมไปด้วยซูเปอร์สตาร์ เล่นเกมบุกอย่างเร้าใจ พวกเขากลายเป็นทีมเจียมตัว เล่นฟุตบอลให้เป็นฟุตบอลมากขึ้น เน้นความเหนียวแน่นไว้ก่อน

ทำให้ในฤดูกาลนี้ 27 นัดที่ผ่านมา มาดริด เสียไปเพียง 19 ประตู น้อยที่สุดในบรรดาทุกๆ ทีมจาก 5 ลีกดัง และก็ยังทำแต้มตามหลัง บาร์เซโลน่า อยู่เพียง 2 คะแนน ได้ลุ้นกนไปยาวๆ จนจบฤดูกาล

แม้ว่าเขาจะเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในเวที แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่อย่าลืมว่า เขาเพิ่งคว้าแชมป์ ลาลีกา ไปเพียงสมัยเดียวในปี 2017 และครั้งนี้ เขาจะมาทวงบัลลังก์ ในประเทศ กลับคืนมา

 

นีล เลนน่อน – เซลติก (2019)

หลังจากที่เขาพา เซลติก คว้าแชมป์ลีก 3 สมัยซ้อน ในระหว่างปี 2011-2014 เขาก็ได้โยกไปคุม โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส และ ฮิเบอร์เนี่ยน ซึ่งก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะกับ “ฮิบบี้” เขาพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด ด้วยการเป็นแชมป์เมื่อปี 2017 ด้วย

แต่ก็อาจจะคล้ายๆ กับกรณีของ ซีดาน มันอาจจะยังเร็วเกินไป ที่จะสรุปว่า เลนน่อน จะคัมแบ็กกลับมาในรอบนี้ แล้วทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนเดิม แต่เขาจะต่างกับ ซีดาน ตรงที่เขาเริ่มต้นได้แรงกว่า

หลังจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจอำลาทีม เพื่อไปรับงานที่ท้าทายกว่าอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ เขาก็เข้ามารับช่วงต่อ และรักษาอันดับของตัวเองเอาไว้ได้ ก่อนจะจบซีซั่นด้วยการเป็นแชมป์สำเร็จ

และในซีซั่นนี้ ผู้ท้าชิงอย่าง เรนเจอร์ส ของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ต้องบอกเลยว่าไม่หมูเหมือนเมื่อก่อน เซลติก ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นแล้ว ทีมของ “พี่เจิด” แข็งแกร่งขึ้นมาก และตามหายใจรดต้นคอ เซลติก อยู่ตลอด

อย่างไรก็ตาม พอมาถึงช่วงสำคัญ โค้งสุดท้ายเขาก็พาทีมทำแต้มหนีห่าง เรนเจอร์ส ไปถึง 13 แต้มแล้ว ละก็เพิ่งคว้าแชมป์ ลีก คัพ ด้วยการเอาชนะทีมของ เจอร์ราร์ด ไปเมื่อเดือนธันวาคม ในนัดชิงชนะเลิศ แถมยังรอที่จะเตะรอบรองในศึก สกอตติช คัพ อีกด้วย

 

ฟาบิโอ คาเปลโล่ – เรอัล มาดริด (2006)

บิ๊กดอน” คุมทีม มาดริด ในยุคแรก ตั้งแต่ปี 1996-97 เพียงแค่ซีซั่นนั้นซีซั่นเดียว เขาก็พาทีมคว้าแชมป์ลีก พาทีมฟื้นจากซีซั่นก่อนที่จบอันดับ 6 ไม่ได้ไปเล่นบอลยุโรปสักรายการ

แต่กลับกลายเป็นว่าเขาดันไม่ถูกใจแฟนๆ หรือบรรดาสื่อ สักเท่าไหร่ มาจากการที่เขาจับ ราอูล กอนซาเลซ ไปเล่นเป็นปีกซ้าย และยังมีปัญหากับ ลอเรนโซ่ ซานซ์ ประธานสโมสรในตอนนั้นอีกด้วย

เมื่อเขากลับมาที่ ซานติอาโก เบร์นาเบว อีกครั้งในปี 2006 ซึ่งเขาก็กลับมาพร้อมกับเจตจำนงเดิม เล่นฟุตบอลสไตล์ตัวเอง เมื่อทีมกำลังจะหมดยุค กาลาติกอส ไป ด้วยการแขวนสตั๊ดของ ซีเนอดีน ซีดาน และการย้ายทีมของ โรนัลโด้ (ช่วงเดือนมกราคม)

แต่ก็ไม่รอช้า ทีมได้เติม ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ในวัย 32 ปี, เอเมอร์สัน 29 ปี และ รุด ฟาน นิสเตลรอย วัยเข้าเลขสาม เพื่อกลับมาคว้าแชมป์ให้ได้

สุดท้ายเขาพาทีมกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้ง ด้วยเกมสุดท้ายที่เอาชนะ เรอัล มายอร์ก้า 3-1 ทำแต้มเท่ากับ บาร์เซโลน่า ที่ 76 คะแนน แต่เฮดทูเฮด พวกเขาดีกว่า

ซึ่งโชคดีนะครับวัดกันที่การพบกัน ถ้าวัดด้วยลูกได้เสีย เหมือนลีกอังกฤษ บาร์เซโลน่า จะเป็นแชมป์ไปแบบสบายๆ เพราะ มาดริด นั้นยิงได้เพียง 66 เสีย 40 ประตู ส่วน “เจ้าบุญทุ่ม” นั้นซัดไป 78 ลูก เสียแค่ 33 ต่างกันเกือบ 20 ลูกเลยทีเดียว

แต่แน่นอนครับ มาดริด เป็นทีมเอาใจยาก แม้จะคว้าแชมป์ แต่ถ้าเล่นฟุตบอลได้ไม่สนุกสนาน ก็ต้องระเห็จออกไป

แม้จะจบแบบไม่สวยทั้งสองครั้ง แต่ภายในฤดูกาลแรกของเขากับ มาดริด ก็พาทีมคว้าแชมป์ลีก ได้ทั้งสองครั้ง นั่นคือการคัมแบ็กที่ยอดเยี่ยมแล้ว


ก็จบไปแล้วนะครับ สำหรับเรื่องราวของ 5 ยอดกุนซือ สมองเพชร ที่การเวลาทำอะไรพวกเขาไม่ได้ และพาสโมสรเก่ากลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง ซึ่งสำหรับใครที่อยากอ่านข่าวบอลดีๆ แบบนี้อีกก็รออ่านได้ในสัปดาห์หน้าได้เลยครับ

ข่าวบอลอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

 129 total views