บทเรียนชีวิตการเป็นโค้ชของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ตำนาน เชลซี

แฟรงค์ แลมพาร์ด

 74 total views

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับ เชลซี หนึ่งทีมที่กำลังมาแรง ในช่วงที่ฟุตบอล กลับมาเตะอีกครั้งหลักพักเบรคโควิด-19 ไป กลับพ่ายให้กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ถึง 0-3 ตามภาพรวมนั้น เกมก็เป็น เชลซี ของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ดูเหนือกว่านะครับ แต่สกอร์กลับออกมาอีกฝั่งหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันคือเสน่ห์ของฟุตบอลอย่างเห็นได้ชัด ทีมที่ดีกว่า ไม่ได้แปลว่าจะเป็นผู้เก็บชัยชนะได้เสมอไป

 

จุดอ่อนของเชลซี ในยุค แฟรงค์ แลมพาร์ด

เพียงแต่ในเกมนี้ ไม่ใช่แค่เพียงเพราะ เชลซี  เล่นดีแต่ไม่ชนะเนี่ยสิ เพราะการแข่งขันนัดดังกล่าว พวกเขาเล่นดีแค่เกมบุกเท่านั้นเอง ขณะที่เกมรับนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า

ทัพ “สิงโตน้ำเงินคราม” ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของตาราง ได้สำเร็จ หลังจากที่พวกเขาต้องรั้งอยู่แค่อันดับ 4 นานกว่า 200 วัน หลังจากที่พวกเขาเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ได้อย่างเฉียดฉิว เลสเตอร์ ซิตี้ ก็มาเสมอกับ อาร์เซน่อล 1-1 ทำให้พวกเขาการันตีที่ 3 จนถึงสุดสัปดาห์

การอยู่ในอันดับที่ 3 ของพวกเขามันไม่ได้ปลอดภัยสักเท่าไหร่ เนื่องจาก เลสเตอร์ เองนั้นก็ตามอยู่ 2 คะแนน ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 5 ก็ตามหลังมาติดๆ และพร้อมแซงได้ทุกเมื่อเช่นกัน ถ้าดูจากฟอร์มการเล่นของทัพ “ปีศาจแดง”

ฉะนั้นเป้าหมายของพวกเขาคือการเก็บชัยชนะให้ได้มากที่สุด เพื่อครองอันดับ 4 เป็นอย่างน้อย กับโปรแกรมการแข่งขันที่เหลืออีกเพียงไม่กี่นัดเท่านั้น

แต่กลับกลายเป็นว่าทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ก็ประเดิมในช่วง 4 นัดสุดท้าย ด้วยการแพ้ทัพ “ดาบคู่” ทันที โชคยังดีที่ เลสเตอร์ ก็ไปพลาดท่าหนักกว่า ให้กับ บอร์นมัธ ทำให้พวกเขายังรอดจากการถูกแซงไปอีกหนึ่งวัน

 

วิเคราะห์บอลหลังเกม เชลซี เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด

มันเกิดอะไรขึ้น ในเกมวันนั้น ทำไม เชลซี ถึงโดนถล่มวันนี้ เราจะมาพูดถึงกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

อย่างแรกเลยที่ทุกๆ คนเห็นกันได้ชัด คือเกมรับ พวกเขามีเกมรับที่ยังแก้ไม่หาย ตั้งแต่ต้นซีซั่น มาจนถึงตอนนี้ สังเกตได้เลยว่า เชลซี มักจะแพ้เยอะ เกมที่พวกเขาแพ้ หลายๆ นัดจะเป็นการโดนยิงค่อนข้างเยอะ

แมตช์ที่พวกเขาแพ้แบบเฉียดฉิว สังเกตได้ว่าจะมีน้อยมากๆ และได้ค้นพบว่า จำนวน 11 นัดที่พ่ายแพ้ นั้นเป็นการโดนยิงเกิน 2 ประตูขึ้นไปถึง 8 นัด

เกมรับ เป็นปัญหาขั้นสุดที่มีสิทธิ์จะทำให้พวกเขา ไม่ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก สิ่งที่เห็นได้ชัดแน่ๆ คือ อันเดรส คริสเตนเซ่น กับ เคิร์ท ซูม่า ไม่สามารถเล่นด้วยกันได้

แนะนำข่าวบอล ประวัตินักเตะคนอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 

ข้อแตกต่างเชลซี่ยุค แฟรงค์ แลมพาร์ด กับโฆ่เซ่ มูรินโญ่

อย่างแรกเลยคือประสบการณ์ และความเป็นผู้นำ ทั้งคู่นั้นไม่สามารถนำใครคนใดคนหนึ่งได้ และยังไม่มีประสบการณ์ที่มากพอในการรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันอีกต่างหาก

คู่นี้ เคยจับล่นร่วมกันอยู่ช่วงหนึ่ง รวมถึงเกมนัดแรกที่แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-4 ความผิดพลาดเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเข้าสกัด การปิดพื้นที่ หรือการดวลคู่แข่งแบบตัวต่อตัว

นอกจากนั้นยังมีข้อผิดพลาดในการรายละเอียดปลีกย่อย อย่างเช่นในประตูแรก ที่จังหวะยิงของเจ้าบ้าน แล้วบอลไปแฉลบขา รอสส์ บาร์คลี่ย์ จังหวะนั้น ซูม่า มัวแต่ชะงักดูการเซฟบอลของ เกป้า จน เดวิด แม็คโกลดริค นั้นวิ่งแซงหน้าเข้าไปซ้ำบอลจ่อๆ

ลูกที่สอง ก็เป็นการยืนตำแหน่งของคู่เซ็นเตอร์ ที่ไม่ถูกต้อง คริสเตนเซ่น เขยิบออกมาจากพื้นที่ตรงกลางมากเกินไป ขณะที่ ซูม่า เองก็ไม่ได้เข้ามาซ้อน จนทำให้ โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่ ได้เทคตัวขึ้นโขกแบบง่ายดาย

แน่นอนว่าผู้เป็นกุนซืออย่าง แลมพาร์ด รู้นะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมื่อถึงช่วงพักครึ่ง เขาได้ทำการเปลี่ยน คริสเตนเซ่น ออกในทันที แต่การโดนนำ 0-2 ตั้งแต่ครึ่งเวลาแรก มันทำให้ยากที่จะกลับมา ยิ่งคู่แข่งเป็น เชฟฯ ยู ที่ค่อนข้างเหนียวเสียด้วย

และไม่ใช่แค่ปัญหาของคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟเพียงเท่านั้น แบ็กทั้งสองฝั่งเองก็เป็นจุดอ่อนเช่นกัน ในเกมนัดล่าสุด แบ็กขวาเป็น รีซ เจมส์ แบ็กซ้ายเลือกใช้ เชซาร์ อัสปิลิกวยต้า ซึ่งต้องบอกเลยว่าพังมาก

คือไม่ได้หมายความว่า เจมส์ ไม่ดีนะครับ เพียงแต่เขายังเด็ก และประสบการณ์เกมรับเขาอาจจะไม่ได้เยอะมากนัก แต่ในขณะเดียวกัน กัปตันทีมอย่าง อัสปิลิกวยต้า ก็ไม่ได้เป็นกองหลังที่แข็งแกร่งอะไรเช่นกัน

บอลถูกครอสมาจากทั้งสองทิศทาง ซึ่งทั้งสองคนนั้นก็ไม่สามารถกันได้ มันก็เป็นจุดเริ่มที่ทำให้คู่เซ็นเตอร์ ต้องพบกับปัญหาเข่นกัน

นี่ยังไม่รวมกองกลาง ที่พอไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ มาเตโอ โควาซิช ทีมก็ขาดตัวที่เล่นเกมรับไปทันที แผงหลังที่ดูบางอยู่แล้ว ด่านหน้าก็มีคนไม่พอ ทำให้โอกาสเสียประตูมันก็ง่ายขึ้น

 

อนาคตสิงห์บลู ภายใต้การคุมทีมของ แลมพาร์ด

เกมวันก่อน แลมพาร์ด เลือกใช้ จอร์จินโญ่ เพียงแค่ตัวเดียวในเกมรับ แล้วเลือก เมสัน เมานท์ และ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ลงเล่นเกมรุก ซึ่งถ้าเป็นเกมที่ง่ายกว่านี้ อย่างเช่นการเจอกับ นอริช ซิตี้ แต่นี่เป็นการดวลกับ เชฟฯ ยูไนเต็ด ทีมที่มีเกมรับดี รวมถึงฉวยโอกาสยิงประตูได้เก่ง มันยากที่จะบุกพับสนามใส่ได้ง่ายๆ

หลังจบเกม แลมพาร์ด ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้รับบทเรียนหลายอย่าง จากเกมนี้ ซึ่งแน่นอนว่าบทเรียนครั้งนี้ของเขานั้น น่าจะเป็นสิ่งที่จะทำให้เขาได้เอาไปพัฒนาในซีซั่นหน้าต่อไป

คาดว่าสิ่งที่เขาพูด คงหนีไม่พ้นกับการที่ผมได้วิเคราะห์ไป คือหนึ่ง เขาจะต้องหาเซ็นเตอร์ที่มีทั้งความเก๋า ความเป็นผู้นำ เข้ามาประกบ ถ้าเกิดจะต้องเลือกพัก อันโตนิโอ รูดิเกอร์

สอง เขาจะต้องกวดขันแบ็กให้ดีกว่านี้ อัสปิลิกวยต้า ไม่ได้ดีเหมือนเดิมแล้ว ในซีซั่นนี้ เขามีข้อผิดพลาดเยอะมาก ซึ่งตอนนี้เหมาะกับการเป็นสำรองมากกว่า

สาม เขาต้องวางสมดุลย์ของแผงมิดฟิลด์ กองกลางตัวรับเพียงคนเดียว อาจจะไม่เพียงพอ ในเกมแบบนี้ ยิ่งการวางเพียงแค่ จอร์จินโญ่ ไว้เพียงคนเดียว คงจะไม่พอ

นั่นคงเป็น 3 จากหลายๆ เรื่องที่ แลมพาร์ด ได้บทเรียนในเกมนี้ หลังจากนี้ไป พวกเขายังคงมีโอกาสที่จะจบท็อปโฟร์อยู่ โดยถ้าหากสามารถชนะในเกมที่เหลือได้ พวกเขาก็จะการันตีอันดับ 4 อย่างแน่นอน

ความผิดพลาดในเกมนี้ ยังดีที่ว่ามันยังไม่ได้เป็นการปิดประตูสู่เป้าหมายของพวกเขา โอกาสนั้นยังมีเหลืออีก ซึ่งต่อจากนี้ นักเตะในทีมนั้นต้องทำให้ดี และพยายามมากกว่านี้

ต้องไม่ลืมว่า โอกาสของพวกเขา ยังอยู่ในกำมือ การเล่นในบ้านกับ นอริช, เยือน ลิเวอร์พูล และปิดท้ายในบ้านกับ วูล์ฟ คือสามเกมสุดท้ายที่พวกเขาต้องทำให้ดีที่สุดเท่านั้น


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ สกู๊ป ข่าวบอล สุดพิเศษของ แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตนักเตะที่ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ช สโมสรที่ตนเคารพรักอย่างเต็มตัว หวังว่าบทความนี้จะถูกใจ แฟนบอลเชลซี และคอบอลพรีเมียร์ลีกทีมอื่นๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ

 75 total views